วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

เรื่องน่ารู้ของผักกะสัง : ผักเมนูสุขภาพ สมุนไพร รักษาฝี แก้ปวด ยาสระผม

เรื่องของผักกะสัง...ผักอินทรีย์ที่ชาวบ้านดงบังฟื้นฟู

สมัยเด็กๆ จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยกินผักกะสังกับน้ำพริก บางทีก็ลวกกิน บางทีก็กินสดๆ แต่สิ่งที่ทำให้จำผักกะสังได้อย่างแม่นยำคือ ในสมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นประถม จำได้ว่าคุณครูนำพืชต้นเล็กๆ ลำต้นใสๆ เข้ามาในห้อง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสอนและให้เราเรียนรู้ถึงกระบวนการดูดน้ำของพืช แต่ในวันนั้นต้นพืชใสๆ ผู้เสียสละต้องดูดน้ำหมึกแทนน้ำธรรมดา เพื่อให้นักเรียนทั้งชั้นได้เห็นเส้นทางน้ำหมึกค่อยๆ เคลื่อนที่ไปตามลำต้นใสๆ นั้น แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้เจอะเจอผักกะสังบ่อยนัก รู้แต่ว่าเป็นยาทาฝี ยาแก้อักเสบของหมอยาหลายคน
ผักกะสังกลับมาให้คนได้รับรู้อีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการที่ไปส่งเสริมการปลูกวัตถุดิบสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ที่บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ชุมชนที่นี่มีภูมิปัญญามากมายในการใช้สมุนไพรและการกินผักพื้นบ้าน แต่เมื่อมีการปลูกพืชตามระบบเคมีทำให้ผักพื้นบ้านหลายชนิดหายไป และไม่กล้าเก็บผักรอบบ้านหรือตามหัวไร่ปลายนามากินอีก เพราะรู้ว่าเพิ่งฉีดยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลงไป เมื่อหันมาปลูกวัตถุดิบสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ ผักพื้นบ้านหลายชนิดกลับมางอกงาม พวกเขากล้าเก็บผักพื้นบ้านมากินไม่ต้องเสียเงินซื้อผักจากตลาดอีก ผักกะสัง เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น
ผักกะสังมีรสเผ็ดหอม มีสรรพคุณทางหยาง (จัดแบ่งง่ายๆ ว่า หยินคือเย็น หยางคือร้อน) เรื่องรสยาเผ็ดหอมนี้ ยังพออธิบายได้อีกมุมมองหนึ่งว่า ผักกะสังกับพริกไทยนั้นเป็นพี่น้องกัน มีคนลองนำเอาผักกะสังมาขยายใหญ่ให้เท่าต้นพริกไทย มองใบสีเขียวใสๆ ให้เป็นสีเขียวเข้ม ก็จะเห็นหน้าตาผักกะสังเหมือนกับต้นพริกไทย นอกจากนี้ถ้าได้กินผักกะสังที่ยังมีเมล็ดเกาะกันเป็นช่อ คล้ายช่อเมล็ดพริกไทย ก็จะได้ลิ้มรสเผ็ดนิดๆ ซ่าน้อยๆ ที่ลิ้น ผักกะสังเป็นผักสมบูรณ์แบบชนิดหนึ่งทั้งรสชาติ รูปร่างหน้าตาโดยนำมากินสดๆ หรือลวกกินกับน้ำพริก กินเป็นสลัด หรือยำกินก็ได้ หรือนำมาจัดเป็นแจกันผักขนาดเล็กเป็นผักแกล้มบนโต๊ะกินข้าวก็น่าชมไม่น้อย
ผักกะสังถือว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยในปัจจุบันพบว่า ผักกะสังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินซีสูง เรียกได้ว่าวิตามินซีน้องๆ มะนาว คือมะนาว ๑๐๐ กรัม มีวิตามินซี ๒๐ มิลลิกรัม ส่วนผักกะสังมีอยู่ ๑๘ มิลลิกรัม รวมทั้งทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เคยวิเคราะห์หาธาตุอาหารในพืชผักต่างๆ พบว่าผักกะสัง ๑ ขีด หรือ ๑๐๐ กรัม มีเบต้าแคโรทีน ราว ๒๘๕ ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล การที่ผักกะสังมีธาตุอาหารต้านมะเร็งอยู่สูงขนาดนี้ ผักกะสังจึงจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง
“ยำผักกะสัง” โด่งดังขึ้นจากการที่หมู่บ้านดงบังต้องการให้คนเข้าไปชมวิถีการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ จึงได้พัฒนาตนเองเพื่อเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว ได้มีการค้นหาเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน สิ่งที่พวกเขาเชี่ยวชาญนอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว แม่บ้านของชุมชนนี้ทำอาหารอร่อยมาก เช่น แกงบอน แกงปลาดุกใส่ไพลดำ ยำผักกะสังและตำรับอาหารอื่นๆ อีกมากมาย แต่เมื่อเปิดตลาดออกไปอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือยำผักกะสัง มีสื่อมวลชนมากมายไปชิมและนำสูตรมาเผยแพร่ ปัจจุบันสูตร “ยำผักกะสัง” ของหมู่บ้านดงบังเป็นที่รู้จักกันดี ไม่มีการจดสิทธิบัตร ใครจะเชื่อว่าผักกระสังเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ แต่ได้นำมาปลูกในประเทศที่มีอากาศร้อนทั่วๆ ไปรวมทั้งประเทศไทย แต่เราลืมมันไปจากกลไกผักตลาดที่ผลิตแบบเคมี ต้องขอบคุณชาวบ้านดงบังที่ทำให้ผักกระสัง กลับมาสู่สังคม


ผักกะสัง...รักษาโรคลักปิดลักเปิด

ในตำรายาไทยระบุไว้ว่าใบของผักกะสังใช้ในการรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่า ในผักกะสังมีวิตามินซีและสารอาหารสูง ซึ่งการรักษานั้นใช้ทั้งการกินและการบดต้นแปะบริเวณที่เลือดออกตามไรฟัน


ผักกะสัง…รักษา เริม ฝี มะเร็งเต้านม

หมอยาพื้นบ้านของไทยใช้ผักกะสังเป็นยาไม่มากนักส่วนใหญ่ใช้พอกฝีและสิวโดยใช้ต้นสดตำพอกฝี หรือใช้น้ำคั้นทาสิว ในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ใช้ทั้งต้นสดบดประคบฝี หรือตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่าผักกระสังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียหลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตายทำให้ฝีแตกได้ง่าย และสิวยุบเร็วขึ้น
“ผักกะสังรักษาเริมและมะเร็งเต้านม” ความรู้นี้ไม่ค่อยแพร่หลายนักแต่แมะ (มือลอ มะแซ) ที่บ้านกำปงบือแน ตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลาบอกว่า ผักกะสังเป็นยารักษาเริม มะเร็งเต้านม และฝี ในการรักษาเริมนั้นจะนำต้นผักกะสังผสมกับขมิ้นและข้าวสาร (ฮูยงงูกุมาตอกูยิ) ตำให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้ ๑ คืน และนำใบมาตำขยำแปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม แก้มะเร็งเต้านม ข้อมูลที่ว่าผักกะสังใช้รักษามะเร็งนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยและเป็นที่น่าทึ่งตรงที่ว่ามีรายงานการศึกษาพบว่า สารในผักกะสังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งด้วย นอกเหนือไปจากการแก้อักเสบและแก้ปวด


ผักกะสัง…แก้อักเสบ ข้ออักเสบ เก๊าท์

หมอยาพื้นบ้านบางคนบอกว่ากินผักกะสังแก้ปวดข้อ ซึ่งในประเทศฟิลิปปินส์มีการกินผักกะสังสดๆ หรือนำมาต้มกิน เพื่อรักษาโรคเก๊าท์และข้ออักเสบ โดยนำผักกะสังต้นยาวสัก ๒๐ เซนติเมตร ต้มกับน้ำ ๒ แก้ว ให้เหลือประมาณ ๑ แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละ ครึ่งแก้ว เช้า-เย็น ปัจจุบันผักกะสังเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่ฟิลิปปินส์กำลังศึกษาวิจัยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรวมทั้งโรคเก๊าท์จากการที่ผักกระสังสามารถลดปริมาณกรดยูริคในกระแสเลือด


ผักกะสัง…บำรุงผิว บำรุงผม

ผักกะสังยังเป็นสมุนไพรสำหรับผู้หญิงอีกชนิดหนึ่งนอกจากใช้รักษาสิวแล้ว สาวๆ สมัยก่อนยังใช้น้ำต้มผักกะสังล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวหน้าสดใส และนอกจากนี้ คุณสารีป๊ะ อาแวกือจิ ที่บ้านกำปงบือแน ตำบลจะกวั๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา บอกว่าผักกะสังเป็นยาสระผมทำให้ผมนุ่มโดยนำใบขยำกับน้ำชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็น ป้องกันผมร่วง ทำให้ผมนุ่ม ซึ่งอธิบายได้ว่าผักกะสังมีธาตุอาหาร มีความเป็นกรดอ่อนๆ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย


ข้อควรระวัง
ในผู้ที่แพ้พืชที่มีกลิ่นฉุนประเภท mustard (พืชที่เป็นเครื่องเทศทั้งหลาย) ไม่ควรรับประทาน




สูตรยำผักกะสัง

ยำผักกะสัง ทำได้ง่ายๆ หั่นผักชิ้นพอประมาณ ๑-๒ ทัพพี น้ำมะนาว ๑-๒ ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้ง ๑-๒ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแห้งทอดพอประมาณ มะม่วงซอย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ หัวหอมซอยพอประมาณ แครอทซอยฝอยๆ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงคั่วพอประมาณ ขิงซอย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ หมูหยอง พอประมาณ โหระพา สะระแหน่ ไว้แต่งรส น้ำปลา ๑-๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ จากนั้นรวมเครื่องปรุงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ปรุงรสตามใจชอบ พร้อมตักเสิร์ฟได้เลย
ในยุคน้ำมันแพง แต่ไม่แล้งปัญญา หากเข้าใจธรรมชาติ นำผักกะสังที่ขึ้นได้ทั่วไป และมีสรรพคุณทางยามากมาย นำมาเป็นอาหารสุขภาพรสเด็ด ประหยัดทั้งเงิน ยังเสริมสร้างสุขภาพอีกด้วย


ผักกะสังเป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้เป็นยามากมาย ในโบลิเวียมีบันทึกที่มีอายุนับพันปีชื่อ Altenos Indians document กล่าวไว้ว่า ผักกะสังทั้งต้นบดผสมน้ำใช้กินเพื่อห้ามเลือด ใช้ส่วนรากต้มกินรักษาไข้ ใช้ส่วนเหนือดินโปะแผล นอกจากนี้ ในประเทศอื่นๆ ที่มีผักกะสังขึ้นอยู่จะใช้ผักกะสังในการรักษาอาการปวดท้องทั้งแบบธรรมดาและปวดเกร็ง ฝี สิว แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก อ่อนเพลีย ปวดหัว ระบบประสาทแปรปรวน หัด อีสุกอีใส มีแก๊สในกระเพาะ ปวดข้อรูมาติก และยังมีการใช้เฉพาะบางท้องถิ่นเช่น ในบราซิลใช้ในการลดคอเลสเตอรอล ในกียานา (Guyana) ใช้ในการขับปัสสาวะ ลดไข่ขาวในปัสสาวะ ในแถบอเมซอนใช้ขับปัสสาวะ หล่อลื่น หัวใจเต้นผิดปกติ ส่วนในมาเลเซียเชื่อว่าการรับประทานผักกะสังจะช่วยรักษาโรคตาและต้อ (glaucoma) ปัจจุบันมีสารสกัดจากผักกะสังจำหน่ายในต่างประเทศ


ขอขอบพระคุณ ตำหรับยาตำราไทย ที่มีบทความดีๆให้ได้มาแบ่งปัน

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พาสต้า Aircool

วันนี้ขออภัยไม่มีรูป ให้ดูนะครับ T^T แต่รับรองเด็ดแน่ครับ

วัตถุดิบที่ต้องเตรียมวันนี้

1 เส้นพาสต้า Tagliatelle 200 กรัม (ขาดไม่ได้)
2 หอมสับ 1 หัว
3 ซอสมะเขือเทศ 1 ถ้วยพอประมาน
4 น้ำมันมะกอก 1 ถ้วย
5 หมูสับ 1 ถ้วย
6 ไข่ล๊วก 1 ฟอง (ถ้าล๊วกให้ไข่แดงเป็นมะตูมได้จะดีมาก)
7 แคร๊อดหั่น4เหลี่ยม 1 ถ้วย
8 ชีทแผ่น 3 แผ่น

วิธีทำ

ก่อนอื่นเรามาทำ ซอสราด หน้าพาสต้าของเรากันก่อนนะครับ ไส่น้ำมันมะกอกลงกระทะ เปิดไฟพอประมาน นำ หอมและ แคร๊อท ลงไปผัด ตามด้วยหมูสับ พยายามผัดให้ หมูกระจายๆ ไม่ติดกันเป็นก้อนแล้วไส่มะเขือเทศ ตามลงไปผัด เสร็จแล้ว ทิ้งไว้

ต่อมา ล๊วกเส้นพาสต้า นำเส้นพาสต้า ไปต้ม ประมาณ 10 นาทีไม่นานจนเกินไป ในน้ำที่ต้มควรไส่เกลือเล็กน้อยนะครับ พอได้ที่ ก็นำเส้นมาไส่จาน

จานที่ใช้ควร จัดชีทแผ่นไว้ตรงกลาง 3 มุม แล้วนำเส้นมาวางตรงกลางโดยจัดให้ เป็น วงกลม (คล้ายรังนก) เทซอสที่เตรียมไว้ ราดลงบนพาสต้า แล้ว เทไข่ล๊วก ลงตรงกลาง จะเหมือน ไข่ ที่แตกอยู่บน รังนก สวยงาม มากๆ หวังว่าลงได้ เมนู ดีๆ กลับไปสำหรับวันนี้นะครับ

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Aircool : ชวนทำ ข้าวผัดฮ่องเต้

วันนี้ ได้อ่านตำราการตลาด ของจีน แล้วก็ไปสุดคำว่าฮ่องเต้ เข้า เลยวันนี้ ขอทำอาหาร ฮ่องเต้ ซักมื้อ เลยขอเสนอ Memu ข้าวผัดฮ่องเต้ แต่สูตรนี้ แอร์ ขอ เน้นไปทาง คน รักสุขภาพ กันหน่อยแล้วกัน ครับ แล้ว มันดูแลสุขภาพอย่างไร ถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ตามมาดูกันเลยครับ


เริ่มจากเตรียมส่วนผสมกันก่อน ครับ ในที่นี้ Aircool ขอแยก เป็นสองส่วนนะครับ ก็จะมี ส่วนผสม ธรรมดา และส่วนผสมของเครื่องปรุง มีดังนี้

ส่วนผสม
ข้าวสาร 1 ถ้วย
เนื้อไก่หั่นสี่เหลี่ยม 1/4 ถ้วย
กุนเชียงหั่นสี่เหลี่ยม 1 เส้น
แครอทหั่นสี่เหลี่ยม 1/4 ถ้วย
หอมใหญ่หั่นสี่เหลี่ยม 1/4 ถ้วย
พริกหวานหั่นสี่เหลี่ยม 1/4 ถ้วย

ส่วนผสมเครื่องปรุง
กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมดอง 1 หัว
น้ำกระเทียมดอง 1 ช้อนโต๊ะ
เต้าหู้ยี้ ยีแล้ว 2 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้่อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 1/2 ช้อนชา

** สังเกตุว่า ไม่มีน้ำมัน พืชเลย แล้วจะผัดอย่างไรละ มาดูกันครับ

วิธีทำก็เริ่มจาก นำข้าวสาร มาซาว ด้วยน้ำสะอาด ห้ามนำน้ำประปา ซาวเด็ดขาด แล้วไส่ในภาชนะ เติดน้ำอัตตราส่วน 1:1 แล้วไส่เนื้อไก่ลงไปคนให้เข้ากัน เหอๆๆ หลายคน คงงง เอาเนื้อไป คนกับ ข้าวสารทำไม เดี๋ยวจะได้รู้กันแล้วครับ ต่อไปก็ปิดฝา แล้วนำเข้าไมโครเวฟ ปรับไปที่เมนู หุงข้าว คาดว่า ถ้าเป็น เตาไมโครเวฟรุ่นไหม่ น่าจะมีทุกยี่ห้อแล้วนะครับ แล้วปรับเวลา ประมาน 13 นาที เมื่อข้าวสุข เปิดฝาทิ้งไว้ซักพักรอข้าวแห้ง เมื่อข้าวแห้งแล้ว ไส่ส่วนผสมทั้งหมด และเครื่องปรุง ลงในภาชนะ คนให้เข้ากัน เติมข้สที่หุงสุขแล้ว คลุก ให้เข้ากันครับ แล้วนำเข้าเตาอบอีกรอบ ใช้ไฟ high เวลา 2 นาที แล้ว นำออกมา จัดให้สวยงามครับ เท่านี้ก็จะได้ ข้าวผัดฮ่องเต้ เพื่อสุขภาพแล้ว เพราะเราไม่ได้ ผัดน้ำมัน เลย อร่อยแถมดีต่อสุขภาพ

หวังว่าเพื่อนๆ คงได้ ประโยชน์กับ เมนูนี้ไม่มากก็น้อยนะครับสำหรับวันนี้ก็ ต้องขอกล่าวคำว่า ฝันดีราตรีสวัสครับ 5555

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ภัยไกล้ตัว ที่คุณไม่รู้

เพื่อน เคยรู้หรือไม่ว่า การซาวข้าวก่อนหุง อาจทำให้เราเป็น มะเร็งได้ สงใสกันแล้วใช่ไหมครับ งั้นวันนี้ ผมนาย Aircool จะมาไขข้อข้องใจของเพื่อนๆกันครับ
ก่อนอื่นต้องให้เพื่อนๆ ลองสังเกตุดู ครับ ให้เพื่อนลองเอามือเปียกน้ำ ไปจุ่ม ถังข้าวสาร จะเห้นว่าข้าวจะดูดน้ำจากมือเราไปจนแห้งครับ

ซึ่งพฤติกรรมของคนไทย 97 เปอร์เซ็น ซาวข้าว ด้วยน้ำประปา ซึ่ง ในน้ำประปานั้น มีคลอลีนผสมอยู่ ซึ่ง กระตุ้นให้ร่างการสร้างมะเร็งขึ้นมา ถ้าไครสงใสลอง หาสาร ตรวจสอบคลอลีน มีทดสอบดูครับ ซึ่งตรงนี้เองทำให้เราเห็นว่า เวลาเทสารตรวจสอบคลอลีน ลงไป น้ำที่มีคลอลีนจะเปลี่ยน สีครับ อันนี้จำไม่ได้ว่า เป็นสี น้ำเงิน หรือสีแดง แล้วให้นำน้ำนั้น ไปซาวข้าว จะเห็นว่าสีนั้น จะถูกข้าวสารดูดซึมเข้าไป ยิ่งซาวมากก็จะ ดูดซึม มาก ซึ่งผมเคยถาม เพื่อนคนหนึ่ง เค้าบอกว่าเคยซาวข้าวกับน้ำประปา ถึงสามครั้ง !!

คนที่ กำลัง ซาวข้าวด้วยน้ำประปา ตอนนี้ ขอให้หยุด การกระทำนี้ซะครับ

การซาวข้าวควรใช้น้ำ ดื่มที่สะอาด ซาว ถึงจะต้องเทน้ำนั้นทิ้งก็ตาม แต่ก็สามารถเก็บน้ำซาวข้าวไว้ให้ สนัข ดื่ม หรือ รถน้ำต้นไม้ก็ได้ มีประโยชน์อีกด้วย

เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะ ปลอดภัยจากโรคมะเร็งแล้วครับ

อย่าง Aircool นี่แทยไม่กินข้าวนอกบ้านเลยครับ กลัว เค้าใช้น้ำประปาซาว ข้าว คิดแล้วน่ากัว 555

สำหรับวันนี้ก็ ขอจบ บทความนี้แต่เพียงเท่านี้นะครับ แล้วพบกันไหม่ครับ





วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

น้ำพริกกุ้งเสียบ : สูตรเด็ด

วันนี้นึกอยากกินกุ้ง แต่ไม่รุ้จะทำเมนู อะไร เกี่ยวกับกุ้งดี จะทอดก็ ไม่ดีต่อสุขภาพ ผัดก็ ยิ่งไม่ดีใหญ่ วันนี้ Aircool เลยหยิบตำราของคุณแม่มาเปิดดู ก็ไปสะดุดกับเมนู น้ำพริกกุ้งเสียบ เข้าเลยนำมาให้เพื่อนๆ ลองทำดู ถ้าพร้อมแล้ว มาทำกันเลยดีกว่า

ส่วนผสมของเราก็มี

กะปิอย่างดี   2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งเสียบ 15 ตัว
กระเทียม   1 ช้อนโต๊ะ
พริ๊กขี้หเขียวแดง 15  เม็ด
น้ำตาลปี๊บ   2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา   1 ช้อนชา
น้ำมะนาว       1 - 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำสุก 2 ช้อนโต๊ะ
มะม่วงซอย      1/4 ถ้วย


เตรียมส่วนผสมแล้วต่อไปก็มาลงมือทำกันเลยครับ

  ก่อนอืนนำกุ้งเสียบวางบนตะแกรงย่างแล้วย่าง หรืออบไมโครดเวฟที่มี ระบบย่าง วิธีสังเกตก็ให้เพื่อนๆ ดู ความเข้มของสีกุ้ง ถ้าได้ที่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล  เสร็จแล้วนำมาบดหยาบ
นำส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด ยกเว้นมะม่วงซอยนำมาโขลก รวมกัน
นำกุ้งเสียบผสมในส่วนผสมที่โขลกแล้ว และไส่มะม่วงซอบแล้ว คนรวมกัน

เราก็จะได้ น้ำพริ๊กกุ้งเสียบสุดแซบกันแล้ว สูตรข้างต้นสามารถดัดแปลงได้ ครับ โดยส่วนตัว Aircool ไม่ชอบรสเผ็ดเลย ไส่พริีก 2 เม็ด T^T แต่ก็ออกมา ได้รสชาติที่ อร่อยเลยทีเดียว หวังว่า เพื่อนๆ คงจะมีความสุขกับการทำอาหาร เมนูนี้นะครับ ลองทำให้คนที่คุณรักดู สำหรับวันนี้ Aircool ก็ต้องขอ จบเมนูแต่เพียงเท่านี้นะครับ ^////^

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ชามะละกอ เคยกินหรือยัง !!!

วันนี้ ผม นาย Aircool ขอเปิดเมนูด้วยชาเพื่อสุขภาพ แล้วกันนะครับ พอดี คุณแม่ พึ่งทำให้ลองดื่มดูคุณแม่บอกว่า สรรพคุณ ของเจ้าชามะละกอ นั้นดีมากๆครับ  ประโยชน์ของมันคือ ช่วยในการล้างลำไส้ ล้างคราบ ไขมันที่ผนังลำไส้ ที่เกิดจากการกินอาหารที่ผัดด้วยน้ำมันเป็นประจำ ทำให้ คราบใขมันเกิดการเกาะตัว ที่ผนังลำไส้ มีลักษณะเป็นกาวเหนี่ยวๆ  เพื่อนๆลองนึกภาพตามดูสิครับ >///< แล้วคราบกาวเหนี่ยวๆนั้น ก็จะไปขัดขวางการดูดซึม สารอาหาร และวิตามิน ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  ทำให้เวลา รับประทานอะไรเข้าไป ทำให้รู้สึก อิ่มแต่ไม่ได้สารอาหาร ทำให้ ร่างกายอ่อนแอ อาจเจ็บป่วยได้ หุหุ มาถึงตอนนี้เพื่อนๆหลายคนคงอยากรู้ขั้นตอน และวัตถุดิบในการทำกันแล้ว เป็นแน่ งั้น มาดู กันเลยครับ ก่อนอื่น    เพื่อนๆ ต้องเตรียม วัตถุดิบกันก่อน  เริ่มจาก

  • มะละกอดิบไม่อ่อนเกินไป 1 ลูก
  • ชาจีน หรือชาเขียวก็ได้แล้วแต่สดวก
เตรียมของแล้วเรามาลงมือทำกันเลย !!!!! 
  • ก่อนอื่นก็ปลอกเปลือก มะละกอสำหรับ ไครที่ ใช้มีดธรรดาได้ก็ ทำได้เลยแต่ถ้าไม่ถนัทแนะนำเป็นมีดปลอกเปลือก ผลไม้  เมื่อปลอกเสร็จแล้ว ให้ ล้างน้ำให้สะอาด
  • เสร็จแล้วให้หั่น เป็นลักษณะแบบ การหั่น ฟัก ถ้าเพื่อนๆ นึกภาพไม่ออกก็ นึกถึงฟักในแกงจืดก็ได้ครับ หั่นไว้ ซักครึ่งลูก
  • ใส่หม้อ เติมน้ำ ซัก 2 ขวด (ขวดขนาด 1.5 ลิตร) แล้วตั้งไฟ
  • ทิ้งไว้พอเดือดซักพักให้ยกออก แล้ว ตักมะละกอออก เหลือไว้แต่น้ำ 
  • ขั้นตอนต่อไป ก็คือนำน้ำมะละกอที่ต้มแล้ว นำไปชงชานั่นเอง การชงชาก็ไม่ยากเลยครับ โดยการไส่ใบชาซักประมานครึ่งกำมือ หรือถ้าไครใช้แบบซองสำเร็จก็ได้ครับ แล้วแช่ไว้ไม่เกิน 5 นาที แล้วกรองเอากากทิ้งไป ทิ้งให้ พออุ่นก็สามารถดื่มได้เลย 

ส่วนตัวแล้ว ชอบเมนูนี้มากๆ เพราะตอนรับประทานจะรู้สึก ว่าในท้องของเรา อุ่นๆ เหมือนชากำลังไหลเวียน เมนูนี้ แนะนำ ให้ รับประทาน ทุกเช้า และ ตอนเย็น หลังอาหาร มื้อสุดท้ายครับ  แต่ถ้าจะให้ดีก็ หลีกเลี่ยงอาหาร ที่ปรุงด้วย น้ำมัน จะดีมากครับ